ธนาคารโลกชี้ทาง! ไทยจะรวยต้องปลุก “เมืองรอง” กรุงเทพฯ ยังนำ แต่เมืองอื่นต้องช่วยโตด้วย
เมืองแห่งอนาคตมีจริงไหม ? ธนาคารโลกชี้! ปลดล็อกศักยภาพ “เมืองรอง” ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง
ประเทศไทยสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูงได้ ด้วยการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ ตามรายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก เรื่อง “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย : รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy)
รายงานระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเกิดขึ้นในเขตเมืองเป็นหลัก โดยประมาณ 89% ของการเติบโตของ GDP ระหว่างปี 2553–2563 มาจากเขตเมือง
แต่หากไทยต้องการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จะต้องมีการเติบโตของ GDP ต่อหัวเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในช่วงทศวรรษข้างหน้า นั่นหมายความว่า “เมือง” จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการลดช่องว่างดังกล่าว เพราะหากเมืองต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุน และสร้างงานได้มากขึ้น
กรุงเทพฯ ยังเป็นพระเอก แต่เมืองรองต้องช่วยด้วย
ธนาคารโลก ระบุว่า ระบบเมืองของไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างมาก โดย กรุงเทพมหานครและปริมณฑลสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เกือบ 27 เท่า
การกระจุกตัวดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่ขณะเดียวกันต้นทุนที่เกิดขึ้นก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างปัญหาการจราจรติดขัดสร้างความสูญเสียคิดเป็น 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพมหานคร (GRP) ในแต่ละปี ขณะที่ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านโครงสร้างพื้นฐานกำลังเพิ่มต้นทุนให้แก่เมือง ขณะเดียวกันเมืองรองเองก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ทางออกจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่น ๆ” แต่เป็นการสร้าง “เครือข่ายเมือง” ที่แข็งแรงขึ้น
โมเดลใหม่ กรุงเทพฯ นำ เมืองรองหนุน
ธนาคารโลก เสนอให้กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ แต่มีเมืองรองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกันมากขึ้น
ซึ่งเครือข่ายเมืองที่ประสบความสำเร็จจะต้องประกอบด้วย
- ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เกื้อหนุนกัน
- ความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ
- การเชื่อมโยงที่เข้มแข็ง
- สถาบันที่เข้มแข็ง
- โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น
นายสตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา (Stephen N. Ndegwa) ระบุว่า การสร้างเมืองแห่งอนาคตของไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการวางผังเมือง แต่เกี่ยวข้องกับ การเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างงาน และความยืดหยุ่น
พร้อมมองว่า การปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านผลิตภาพและการลงทุนที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกรุงเทพมหานคร จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยในระยะต่อไป
ลงทุนอย่างไรให้เมืองโตไปด้วยกัน?
รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์กรมหาชน) ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ “การลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น”
ประเทศไทยสามารถสร้างประโยชน์จากการลงทุนในเขตเมืองได้มากขึ้น หากมุ่งเน้นการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกื้อหนุนกันในพื้นที่ที่ช่วยเสริมสร้างจุดแข็งทางเศรษฐกิจของเมือง แทนที่จะกระจายทรัพยากรออกไปจนแต่ละพื้นที่ได้รับไม่เพียงพอ
3 ภารกิจ ปั้น “เมืองแห่งอนาคต”
รายงานธนาคารโลกเสนอแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่
1. เสริมสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศที่มีผลิตภาพสูง
2. วางรากฐานเมืองให้แข็งแรง ยกระดับพื้นฐานด้านเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย
3. เตรียมเมืองรองให้พร้อม ให้เมืองรองที่ได้รับการคัดเลือกสามารถเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น
ซึ่งการผลักดันแนวทางเหล่านี้ไปสู่แผนการลงทุนเมืองที่ประสานสอดคล้องกัน จะต้องเชื่อมโยงทั้ง โครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเสริมสร้างความยืดหยุ่น และการจัดหาเงินทุน ให้สอดคล้องกับจุดแข็งทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกัน ยังต้องเสริมสร้างสถาบันที่จำเป็นต่อการวางแผนและดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและรัฐบาลในระดับต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายคือทำให้การลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน การสร้างงาน และการเพิ่มผลิตภาพได้ดียิ่งขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB